ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดขากรรไกร & ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้ -EP.3 (จบ)
โดย โรงพยาบาลทันตกรรมและศัลยกรรมรีเฟซ (REFACE ORAL AND MAXILLOFACIAL(OMFS) HOSPITAL)
📌 อ่านย้อนหลังตอนก่อนหน้า:
- ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดขากรรไกร และภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้! -EP. 1
- ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดขากรรไกร และภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้! -EP. 2
เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายของซีรีส์ “ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดขากรรไกร” กันแล้วนะครับ ในสองตอนแรกหมอได้พูดถึงอาการปกติที่พบได้ทั่วไปและวิธีรับมืออย่างปลอดภัยไปแล้วสำหรับตอนที่ 3 นี้ จะพาไปเจาะลึกใน 2 กลุ่มอาการสุดท้าย คือ “อาการที่พบได้น้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม” และ “ผลข้างเคียงบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน” เพื่อให้ทุกคนได้เช็กและระมัดระวังตนเองหลังผ่าตัดอย่างรอบด้านครับ
อาการที่พบได้น้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม

1. สีฟันเปลี่ยนไป หลังผ่าตัดขากรรไกรแบบแยกส่วน
เพื่อทำให้ขากรรไกรบนและขากรรไกรล่างสมดุล ในบางเคสคุณหมอจะจำเป็นต้องใช้วิธี “ผ่าตัดแยกส่วนกระดูกขากรรไกรบน” ซึ่งเป็นการผ่าตัดแต่งและแบ่งกระดูกขากรรไกรบนออกเป็นชิ้นๆ เพื่อขยับปรับตำแหน่งและจัดเรียงใหม่ โดยในบางกรณีอาจส่งผลกระทบทำให้ฟันที่อยู่บริเวณรอบๆ รอยตัดแต่งกระดูกเกิดการเปลี่ยนสีได้ซึ่งหากฟันเกิดการเปลี่ยนสีขึ้นมา หากเกิดปัญหานี้ คนไข้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษารากฟัน ร่วมกับการฟอกสีฟันเพิ่มเติมในภายหลังครับ
2. ภาวะกระดูกอักเสบและฟันหลุด หลังผ่าตัดขากรรไกรแบบแยกส่วน
ผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดขากรรไกรแบบแยกส่วน คือ ภาวะกระดูกอักเสบ ซึ่งแท้จริงแล้วภาวะนี้ไม่ใช่แค่กับการผ่าตัดขากรรไกรเท่านั้น แต่เมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในการผ่าตัดทางทันตกรรมทุกประเภท ปัจจัยหลักอาจมีเกี่ยวเนื่องจากสุขภาพโดยรวมของตัวคนไข้เอง หรืออาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บของหลอดเลือดบริเวณรอบกระดูกขากรรไกรในระหว่างการผ่าตัดด้วยไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม หากมีภาวะกระดูกอักเสบเกิดขึ้น จะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อกระดูกส่วนนั้นๆ และเนื่องจากกระดูกเป็นโครงสร้างหลักของขากรรไกรและใบหน้า หากจำเป็นต้องผ่าตัดเอากระดูกส่วนที่เสียหายออกไป ก็อาจจะทำให้รูปหน้าและโครงสร้างภายนอกเกิดความบิดเบี้ยวหรือเสียรูปทรงไปได้
ดังนั้น ศัลยแพทย์จึงต้องระมัดระวังและพยายามอย่างสุดความสามารถในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งจากสถิติการผ่าตัดตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงขนาดนี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่เนื่องจากในทางทฤษฎียังคงมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง จึงระบุไว้เพื่อให้ข้อมูลอย่างรอบด้านที่สุดครับ
3. ไซนัสอักเสบ
ไซนัสบริเวณขากรรไกรบน คือโพรงอากาศที่อยู่ข้างแก้มทั้งสองข้าง ซึ่งในการผ่าตัดขากรรไกรบน โพรงนี้จะถูกตัดผ่านและยึดกลับเข้าไปใหม่ ทำให้หลังผ่าตัดอาจมีเลือดหรือของเหลวค้างอยู่ภายในชั่วคราว ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมและขับของเหลวเหล่านี้ออกไปเองตามธรรมชาติ แต่ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนเกิดขึ้น ก็อาจส่งผลให้โพรงไซนัสอักเสบได้ แม้จะเกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ แต่ในบางเคสก็ยังมีโอกาสพบได้ หากเป็นไซนัสอักเสบ จะทำให้มีไข้ ปวดหนึบ และบวมบริเวณใต้ตาถึงโหนกแก้ม หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งเมื่อหายดีแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการผ่าตัด
4. การติดเชื้อ
เนื่องจากแผลผ่าตัดขากรรไกรทั้งหมดจะอยู่ในช่องปาก ซึ่งเป็นบริเวณที่ต้องสัมผัสกับอาหารและน้ำลายตลอดเวลา หากดูแลรักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ ก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่าย หลังผ่าตัดคนไข้จึงจำเป็นต้องใช้แปรงสีฟันขนาดเล็กค่อยๆ แปรงฟัน และบ้วนปากเคลียร์เศษอาหารบ่อยๆ ทุกครั้งหลังทานอาหาร แต่หากพยายามดูแลเต็มที่แล้วยังมีอาการหน้าบวมเป่งกะทันหันและมีไข้ขึ้นสูงร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ซึ่งแพทย์จะทำการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติมต่อไปครับ โดยทั่วไปหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แผลก็จะกลับมาหายดีเป็นปกติ โดยไม่ได้ทิ้งผลข้างเคียงร้ายแรงอื่นๆ เพิ่มเติมไว้
5. กระดูกขากรรไกรกลับมาอยู่สภาพเดิมแม้ผ่าตัดแล้ว
เนื่องจากร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลังผ่าตัดกระดูกขากรรไกรจึงมีโอกาสที่จะจะยืดออกหรือหดเล็กลงได้อีก เช่น คนไข้ที่ผ่าตัดแก้ไขอาการคางยื่น ก็อาจมีโอกาสคางยื่นได้อีก ด้วยเหตุนี้ ศัลยแพทย์จึงต้องคำนวณและวางแผนการรักษาอย่างละเอียดที่สุด เพื่อป้องกันและลดโอกาสที่จะเกิดการกลับมาเป็นซ้ำของคนไข้
แต่ยังมีอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนตัวกลับที่เดิม คือพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและการทำงานของกล้ามเนื้อรอบขากรรไกรของตัวคนไข้ก็อาจเป็นสาเหตุได้ด้วย จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและละทิ้งพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตามคำแนะนำของทีมแพทย์ ตัวอย่างเช่น “พฤติกรรมการขยับลิ้น” ที่มีผลต่อกระดูกขากรรไกรมาก ดังนั้นวิธีการง่ายๆ ที่คนไข้ทำได้เองเพื่อช่วยลดโอกาสที่ขากรรไกรจะเคลื่อนตัว คือ ต้องพยายามวางลิ้นให้แตะอยู่บนเพดานปากเสมอ
ผลข้างเคียงบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน

1. จมูกบานออก
อาการจมูกบานหรือปีกจมูกกว้างขึ้น เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยมากหลังการผ่าตัดขากรรไกร เนื่องจากแพทย์ต้องแยกชั้นกล้ามเนื้อบริเวณรอบจมูกออกจากกระดูกในระหว่างผ่าตัด อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหานี้ ศัลยแพทย์จะใช้วิธีเย็บผูกกล้ามเนื้อหรือกระดูกอ่อนบริเวณข้างปีกจมูกเข้าหากันด้วยไหมผ่าตัด เพื่อช่วยลดโอกาสไม่ให้ปีกจมูกบานขยายออกมากเกินไปหลังผ่าตัดได้
2. แก้มห้อย คอหย่อนคล้อย
หลักการเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมออก คือ เมื่อกระดูกขากรรไกรหดสั้นลงหรือเล็กลง โครงกระดูกด้านในเล็กลงแต่ผิวหนังและไขมันส่วนเกินด้านนอกยังมีเท่าเดิม จะทำให้เกิดปัญหาแก้มห้อยหรือผิวใต้คางหย่อนคล้อยลงได้ ซึ่งอาการนี้ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของผิวคนไข้ด้วย จึงแตกต่างกันไปในแต่ละคน และยังขึ้นอยู่กับเทคนิคหรือวิธีการผ่าตัดที่คุณหมอเลือกใช้ด้วยเช่นกันทั้งนี้ เนื้อเยื่ออ่อนบนใบหน้าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนขึ้นไปในการฟื้นตัวและหดกระชับกลับเข้าที่อย่างสมบูรณ์ จึงยังไม่สามารถตัดสินได้ทันทีหลังผ่าตัด ต้องรอให้เวลาผ่านไปหลักเดือนก่อน จึงค่อยประเมินรูปหน้าอีกครั้ง หากยังมีปัญหาแก้มหย่อนคล้อยกวนใจ คนไข้อาจพิจารณาทำหัตถการเสริม เช่น การยกกระชับหน้า หรือการดูดไขมันหน้าเพิ่มเติมได้
3. นอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
สำหรับคนไข้คางยื่น ที่ต้องผ่าตัดดันขากรรไกรล่างถอยไปข้างหลังมากๆ อาจทำให้ช่องทางเดินหายใจส่วนต้นแคบลง ส่งผลให้อาการนอนกรนรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ศัลยแพทย์มักจะใช้วิธีผ่าตัดดันขากรรไกรล่างถอยหลัง ควบคู่ไปกับการดึงขากรรไกรบนยื่นมาข้างหน้า ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนขยายกว้างขึ้น อาการหายใจติดขัดจึงมักไม่ค่อยเกิดขึ้น ยกเว้นในคนไข้ที่มีน้ำหนักเกินหรือผิวหนังขาดความยืดหยุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอัตราการเกิดอาการนอนกรนหลังผ่าตัดสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย
ทั้งนี้สำหรับอาการนอนกรนที่เพิ่งมาเป็นหลังจากผ่าตัดไปแล้วหลายปี ส่วนใหญ่จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดโดยตรงครับ แต่อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ตามอายุที่มากขึ้น เช่น น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น หรือความหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อตามวัยมากกว่า
4. ความไม่สมมาตรของใบหน้า
ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนมีใบหน้าที่ไม่สมมาตรกัน เพียงแต่จะมีความแตกต่างกันมากน้อยในแต่ละบุคคล ดังนั้นหลังผ่าตัดขากรรไกรก็อาจจะยังคงมีความไม่สมมาตรหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย เนื่องจากความไม่เท่ากันของชั้นไขมัน กล้ามเนื้อ ตำแหน่งดวงตา หรือโหนกแก้มดั้งเดิมของคนไข้เอง ซึ่งการผ่าตัดขากรรไกรจะแก้ไขเฉพาะส่วนกระดูกขากรรไกรบนและล่างเท่านั้น ความไม่สมมาตรของส่วนที่เหลือจึงยังคงอยู่ นอกจากนี้หลังผ่าตัดคนไข้มักจะส่องกระจกสังเกตใบหน้าตัวเองอย่างละเอียดมากกว่าปกติ จึงอาจทำให้เพิ่งสังเกตเห็นจุดไม่สมมาตรเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนผ่าตัด
5. รอยแผลเป็นในช่องปาก
แม้ว่ารอยแผลจากการผ่าตัดในช่องปากจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้น้อยกว่าบริเวณผิวหนังภายนอก แต่ก็ยังคงสามารถเกิด “แผลเป็น” ขึ้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ ในบางรายอาจมีการสะสมของเนื้อเยื่อเส้นใยที่เกาะตัวกันหนาเป็นหย่อมๆ บริเวณแผล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกตึงรั้งหรือรู้สึกไม่สบายตัวเวลาเคี้ยวอาหารหรือเวลาแสดงสีหน้าได้ในช่วงที่แผลยังสมานตัวไม่เต็มที่ 2-3 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด จึงควรหลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้างมากๆ หรือการฉีกยิ้มเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเป็นขยายใหญ่ขึ้น โดยทั่วไปพังผืดนี้จะค่อยๆ นุ่มลงและรู้สึกสบายขึ้นเมื่อผ่านไปประมาณ 6 เดือน และความรู้สึกไม่สบายตึงรั้งดังกล่าวจะค่อยๆ บรรเทาลงไปเองตามธรรมชาติ แต่หากพ้น 6 เดือนไปแล้วแผลเป็นยังตึงรั้งจนใช้ชีวิตลำบาก ก็สามารถแก้ไขได้โดยการทำศัลยกรรมตกแต่งแผลเป็น โดยคุณหมอจะทำการเปิดแผลอีกครั้ง เพื่อปรับตำแหน่งและจัดระเบียบเนื้อเยื่อแผลเป็นใหม่ให้คนไข้รู้สึกสบายตัวขึ้นได้
ที่มา: คอลัมน์โดย โรงพยาบาลทันตกรรมและศัลยกรรมรีเฟซ REFACE ORAL AND MAXILLOFACIAL(OMFS) HOSPITAL

