ปรับหน้าผากให้นูนสวย เรียบเนียนแบบมีมิติ! กับเทคนิค ศัลยกรรมหน้าผาก
โดย โรงพยาบาลศัลยกรรมโนจงฮุน (NJH Plastic Surgery)
เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล หลายๆ คนคงกำลังมองหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนลุคใหม่ให้ดูสดใสและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเลือกทรงผมยอดนิยมอย่าง “ทรงผมมัดจุก” หรือ “ทรงดังโงะ” ที่นอกจากจะช่วยเปลี่ยนลุคให้ดูสดใสและเป็นมิตรแล้ว ทรงผมนี้ยังช่วยพรางสายตาให้ใบหน้าดูเรียวเล็กและได้รูปมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณเปิดเหม่งโชว์ทรงผมนี้ได้อย่างมั่นใจ ก็คือ “ลักษณะของหน้าผากที่โหนกนูนแบบสวยได้รูป“ หน้าผากที่มีความอิ่มฟูและมีวอลลุ่มที่พอดี จะช่วยเสริมมิติโดยรวมของใบหน้าให้ดูสมดุล และยังมีส่วนช่วยขับให้สันจมูกดูโด่งคมชัดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาโครงสร้างหน้าผากในแต่ละรูปแบบ และเทคนิคการ ศัลยกรรมหน้าผาก เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
ความสำคัญของหน้าผากต่อภาพรวมใบหน้า
ในสัดส่วนของใบหน้าที่สมบูรณ์แบบ บริเวณหน้าผากจะครองพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของใบหน้าทั้งหมด ดังนั้น ลักษณะของหน้าผากจึงส่งผลต่อภาพรวมของอารมณ์และใบหน้าเป็นอย่างมาก สิ่งสำคัญที่สุดในการผ่าตัดคือการคำนึงถึง “ความเป็นธรรมชาติ” ที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล
ปัญหาหน้าผากยุบ หน้าผากแบน หรือบุ๋มลงไป มักจะทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูเหนื่อยล้า ดูดุ หรือไม่สดใส การปรับรูปหน้าผากให้มีวอลลุ่มจึงช่วยเปลี่ยนลุคให้ใบหน้าดูมีชีวิตชีวาและดูอ่อนเยาว์ลงได้
เทคนิคในการแก้ไขปัญหา “หน้าผากแบน/หน้าผากยุบ”

สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าผากแบนหรือยุบตัว ปัจจุบันมี 3 เทคนิคหลักในการแก้ไขโครงสร้าง ดังนี้
1. การเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคน
เป็นการผ่าตัดโดยเปิดแผลบริเวณแนวไรผมลึกเข้าไปประมาณ 4-5 เซนติเมตร จากนั้นแพทย์จะทำการแยกชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณเหนือคิ้ว เพื่อวางซิลิโคนแผ่น โดยก่อนการผ่าตัด จะทำการหล่อแบบซิลิโคนเฉพาะบุคคล เพื่อให้แนบสนิทไปกับกระดูกหน้าผากเดิม และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เช่น การสะสมของของเหลว น้ำคั่ง หรือการอักเสบติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ข้อดี: แผลผ่าตัดจะถูกซ่อนอยู่ด้านในแนวไรผม จึงไม่เห็นรอยแผลเป็น ผลลัพธ์คงอยู่ถาวร และให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติใกล้เคียงกับโครงสร้างเดิม ที่สำคัญหากไม่พอใจในอนาคตก็สามารถผ่าตัดนำออกได้ง่าย เป็นวิธีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและสมบูรณ์แบบกว่าวิธีอื่นๆ
- การฟื้นตัว: สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ในวันถัดไป และเริ่มเข้าสู่สังคมหรือทำงานได้หลังจากผ่าตัดประมาณ 5 วัน
2. การฉีดไขมันหน้าผาก
คือการดูดไขมันส่วนเกินจากบริเวณร่างกายของผู้เข้ารับการผ่าตัดเอง (เช่น ต้นขา หรือหน้าท้อง) นำผ่านกระบวนการคัดแยกสารสกัดให้ได้เซลล์ไขมันที่บริสุทธิ์ แล้วนำมาฉีดเติมเต็มบริเวณหน้าผาก
- ข้อดี: เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อของตนเอง จึงมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อต้านหรือผลข้างเคียงน้อยมาก และหากทำร่วมกับการปรับรูปหน้าส่วนอื่นๆ จะยิ่งช่วยให้ใบหน้าดูละมุนขึ้น
- ข้อจำกัด: ไขมันอาจมีการสลายตัวตามธรรมชาติ จึงไม่คงอยู่ถาวรเหมือนซิลิโคน และอาจต้องมีการฉีดซ้ำ เทคนิคนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าผากยุบตัวเพียงเล็กน้อยหรือเฉพาะจุด
3. การใช้วัสดุทดแทนกระดูก
เป็นวัสดุที่มีส่วนประกอบทางเคมีคล้ายคลึงกับกระดูกมนุษย์ มีความปลอดภัยสูง สามารถปรับแต่งรูปทรงให้เข้ากับโครงสร้างหน้าผากได้อย่างอิสระตามที่แพทย์ต้องการ มีข้อดีและประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการใช้ซิลิโคน
แนวทางการแก้ไขปัญหา “หน้าผากแคบ” และ “หน้าผากกว้าง”

นอกเหนือจากปัญหาความแบนแล้ว ปัญหาเรื่องสัดส่วนความกว้าง-แคบของหน้าผาก ก็ส่งผลต่อความมั่นใจเช่นกัน ซึ่งมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันออกไป
- กรณีหน้าผากแคบเกินไป: หลายคนมักแก้ปัญหาด้วยการใช้แหนบถอนหรือใช้มีดโกนบริเวณไรผม ซึ่งการทำบ่อยๆ จะเกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อผิวหนัง นำไปสู่ปัญหาผิวบริเวณนั้นเป็นหนังไก่ ขนคุด สีผิวคล้ำลง หรือรูขุมขนอักเสบได้
แนวทางการรักษา: แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธี “การเลเซอร์กำจัดขนถาวรบริเวณไรผม” โดยพลังงานเลเซอร์จะเข้าไปทำลายรากขนและสลายโมเลกุลเส้นไรผมอย่างจำเพาะเจาะจง เป็นหัตถการที่รวดเร็ว เจ็บน้อย และไม่ทำลายผิวหนังโดยรอบ- กรณีหน้าผากกว้างเกินไป: ในผู้ชายอาจทำให้ดูเหมือนคนศีรษะล้าน ส่วนในผู้หญิงมักทำให้ใบหน้าดูใหญ่และกว้างเกินจริง
แนวทางการรักษา: วิธีการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพคือ “การปลูกผมถาวร” โดยเป็นการย้ายเซลล์รากผมจากบริเวณท้ายทอย (ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแรงและหลุดร่วงยากที่สุด) นำมาปลูกถ่ายบริเวณแนวไรผมด้านหน้า เพื่อปรับระยะและลดความกว้างของหน้าผากให้ได้สัดส่วนที่สมดุล
ที่มา: คอลัมน์โดย โรงพยาบาลศัลยกรรมโนจงฮุน (NJH Plastic Surgery)

