รอยช้ำกี่วันหาย? แจกวิธี ลดรอยช้ำ เร่งผิวให้กลับมาเนียนใสไวที่สุด
โดย โรงพยาบาลศัลยกรรมโซลเฟส21 (SEOULFACE21 DENTAL HOSPITAL)
ในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งมักจะมีรอยเขียวๆ ช้ำๆ โผล่ขึ้นมาตามร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าเป็นคนซุ่มซ่าม มักเดินไปชนขอบโต๊ะหรือเก้าอี้ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเกิดรอยช้ำเล็กๆขึ้นมาได้ง่ายมาก
แต่หากไม่ใช่แค่อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน เช่น กรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง หรือเพิ่งผ่านการผ่าตัดศัลยกรรมมา แน่นอนว่าจะรอยช้ำที่เกิดจะมีขนาดใหญ่และมีสีเข้มมาก ซึ่งนอกจากจะดูไม่สวยงามแล้ว บริเวณที่ช้ำยังเจ็บแปลบขึ้นมาเพียงแค่สัมผัสเบาๆ การหาวิธีทำให้รอยช้ำเหล่านี้จางลงให้เร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล ผิวของคุณอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิดในการฟื้นฟูตัวเอง
รอยช้ำเกิดจากอะไร?
การจะรู้ว่ารอยช้ำแบบนี้กี่วันหาย เราต้องเข้าใจสาเหตุของการเกิดรอยช้ำกันก่อน อาการผิวเปลี่ยนเป็นสีม่วง เขียว หรือน้ำเงิน ส่วนใหญ่เกิดจาก
“หลอดเลือดใต้ผิวหนังได้รับความเสียหาย”เมื่อมีแรงกระแทกจากภายนอกมากระทบ หลอดเลือดฝอยขนาดเล็กใต้ผิวหนังจะแตกออก ทำให้เลือดไหลออกมาสะสมและคั่งอยู่ตามเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง จนมองเห็นเป็นรอยห้อเลือดนั่นเอง
ทำไมรอยช้ำถึงเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ?
ในช่วงแรก รอยช้ำจะมีสีแดงหรือม่วงเข้ม เนื่องจากเลือดที่เพิ่งไหลออกมายังมีออกซิเจนและฮีโมโกลบินอยู่สูง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจะเริ่มสลายและดูดซึมลิ่มเลือดเหล่านั้นกลับคืนไป รอยช้ำจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง และสีน้ำตาลตามลำดับ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารอยช้ำกำลังเข้าสู่กระบวนการจางหาย
ทั้งนี้ แรงกระแทกที่ทำให้เกิดรอยช้ำของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคนผิวบางหรือเส้นเลือดเปราะบางตั้งแต่เกิด บางคนมีภาวะเลือดแข็งตัวช้า หรือกำลังรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน ก็จะทำให้เกิดรอยช้ำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป แถมปริมาณเลือดที่ออกยังมากกว่า ทำให้ระยะเวลาที่รอยช้ำจะหายนานขึ้นตามไปด้วย
Timeline: รอยช้ำใช้เวลากี่วันถึงจะหาย?

- วันแรก – วันที่ 2: รอยช้ำจะเริ่มเป็นสีแดงสดหรือสีชมพู ซึ่งจะคงอยู่ประมาณ 1-2 วัน
- วันที่ 2 – วันที่ 5: สีจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือสีม่วง เนื่องจากเลือดเริ่มสูญเสียออกซิเจน
- วันที่ 6 – วันที่ 10: รอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง
- วันที่ 10 – วันที่ 14: จะกลายเป็นสีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาล และค่อยๆ จางหายไปเอง
- สรุปโดยเฉลี่ย: หากปล่อยไว้ตามธรรมชาติ รอยช้ำทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ถึงจะหายสนิท
วิธีลดรอยช้ำและเคล็ดลับเร่งผิวให้หายไวขึ้น
หากต้องการย่นระยะเวลาให้รอยช้ำจางลงเร็วขึ้น หรือป้องกันไม่ให้รอยช้ำขยายวงกว้าง สามารถทำตามวิธีต่อไปนี้ได้เลย
1. วิธีประคบเย็น ลดรอยช้ำ (สำหรับ 24-48 ชั่วโมงแรก)
หากเพิ่งได้รับบาดเจ็บมาหมาดๆ ให้รีบประคบเย็นทันที ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้รอยช้ำไม่ขยายวงกว้างและลดอาการบวมได้ดี แนะนำให้ประคบเย็นบ่อยๆ ในช่วง 1-2 วันแรก
นอกจากนี้ การใช้ผ้ายืดพันเคล็ดช่วยกดพันรอบบริเวณที่บาดเจ็บเบาๆ ก็สามารถช่วยบล็อกไม่ให้เลือดออกใต้ผิวหนังมากเกินไปได้เช่นกัน
2. เปลี่ยนมาประคบอุ่น (หลังจากผ่าน 48 ชั่วโมง)
เมื่อพ้น 2 วันแรกไปแล้ว ให้เปลี่ยนมาประคบอุ่น โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นหรือถุงน้ำร้อนประคบเบาๆ ความร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ร่างกายเร่งขับและดูดซึมลิ่มเลือดที่คั่งอยู่ให้สลายตัวไปได้เร็วขึ้น
3. ยกบริเวณที่ช้ำให้สูงกว่าระดับหัวใจ
ถ้าทำได้ให้พยายามหนุนหรือยกส่วนที่บาดเจ็บให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดแรงดันเลือด ไม่ให้เลือดไปเลี้ยงและคั่งอยู่ที่แผลมากเกินไป ช่วยให้รอยช้ำจางไวขึ้น
ความเชื่อผิดๆ: การเอาไข่ต้มมาคลึงรอยช้ำ

หลายคนเคยเห็นมาจากในละครว่า เวลาหน้าช้ำ ตาช้ำ ต้องรีบเอาไข่ต้มมาคลึงถูไปมาแรงๆ บอกเลยว่าเป็นวิธีที่ ไม่แนะนำเด็ดขาด! เพราะการไปนวด คลึง หรือกดเน้นๆ บนผิวที่เพิ่งบาดเจ็บ จะยิ่งไปซ้ำเติมให้หลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังฉีกขาดเพิ่มขึ้น ทำให้รอยช้ำแย่ลงกว่าเดิม ทางที่ดีคือปล่อยไว้เฉยๆ และประคบตามสูตรข้างต้นถึงจะดีที่สุด
ตัวช่วยเสริมจากร้านขายยา และอาหารที่ควรทาน
- ทาครีมลดรอยช้ำ (ครีมวิตามิน K): ปัจจุบันที่ร้านขายยามี ครีมลดรอยช้ำ หรือยาทาที่มีส่วนผสมของวิตามินเค และสารสกัดจากธรรมชาติต่างๆ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการบวมช้ำและบรรเทาการอักเสบได้อย่างเห็นผล
- ทานวิตามิน C และ วิตามิน K เสริม: วิตามินซีมีส่วนช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ไม่เปราะแตกง่าย ส่วนวิตามินเคจะช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด การรับประทานอาหารประเภทส้ม บรอกโคลี หรือผักโขม จึงช่วยป้องกันและบรรเทารอยช้ำได้ดี หรือจะเลือกทานเป็นอาหารเสริมจำพวกวิตามินอัดเม็ดเลยก็ได้เช่นกัน
หวังว่าข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุ ระยะเวลา และวิธี ลดรอยช้ำ ที่นำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยให้คุณรับมือกับรอยช้ำได้อย่างถูกต้องและกลับมามีผิวที่เนียนใสได้ในเร็ววัน~
ที่มา: คอลัมน์โดย โรงพยาบาลศัลยกรรมโซลเฟส21 (SEOULFACE21 DENTAL HOSPITAL)

